ดูดไขมันหน้าท้อง

รูปร่างไม่สมส่วน ท้องป่อง หน้าท้องยื่น แก้ได้ด้วยการดูดไขมันหน้าท้อง

ดูดไขมันมันหน้าท้อง แก้ปัญหาคนมีหน้าท้อง ท้องป่อง รูปร่างไม่สมส่วนได้

ดูดไขมันหน้าท้อง เป็นที่นิยมมากที่สุดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย เพราะเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนและชัดที่สุดในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนมากภายหลังการดูดไขมันในตำแหน่งนี้ มักจะให้ผลดี และผู้เข้ารับการรักษามักมีความพึงพอใจสูง

แต่ก่อนจะดูดไขมันหน้าท้องท่านจะต้องทราบก่อนว่า ตัวท่านนั้นสามารถดูดไขมันแล้วเห็นผลได้แค่ไหน หน้าท้องจะยุบเยอะหรือไม่ เนื่องจากไขมันหน้าท้องไม่สามารถดูดได้ทั้งหมด ซึ่งท่านสามารถพิจารณาได้จากข้อมูลด้านล่างนี้ค่ะ

 

ไขมันหน้าท้อง จะสะสมในร่างกายแบ่งออกเป็น 2 จุด คือ

  1. ไขมันช่องท้อง (VISCERAL FAT) : ไขมันส่วนนี้จะไม่สามารถดูดออกมาได้เนื่องจากเป็นที่ติดกับอวัยวะภายในที่สำคัญซึ่ง หากต้องการนำออกต้องใช้การผ่าตัดเอาออกซึ่งทำได้ยากมากและส่วนใหญ่คุณหมอจะไม่ทำกัน หากต้องการรีดไขมันส่วนนี้มีทางเดียวคือต้องออกกำลังกายเท่านั้น จะปลอดภัยที่สุด
  2. ไขมันใต้ผิวหนัง (SUBCUTANEOUS FAT) : ไขมันส่วนนี้จะอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งท่านสามารถใช้วิธีการดูดไขมันออกมาได้ เพราะไขมันตำแหน่งนี้สามารถสลายและดูดออกมาได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก  และปริมาณไขมันใต้ผิวหนังนี้ส่วนนี้จะรวมไปถึงรอบเอว ด้านหลังตรงปีกเสื้อใน ก็สามารถดูดได้

 

 

การวัดปริมาณของไขมันหน้าท้อง

โดยปกติการวัดนั้นให้แน่นอนจะต้องใช้เครื่องมือวัด Fat Caliper แต่เราสามารถวัดแบบคราวๆ ด้วยตัวเองว่าปริมาณไขมันใต้ผิวหนังมีเยอะหรือไม่ สามารถทดสอบง่ายๆ โดยการหยิบผิวหนังส่วนท้องขึ้นมานั้นจะบอกได้ว่าไขมันส่วนนี้ของท่านมีเยอะแค่ไหน หากมีเยอะปริมาณที่หยิบขึ้นมาจะหนามากก็สามารถ ดูดไขมันหน้าท้อง ได้ค่ะ

โชว์ปริมาณไขมัน
หยิบผิวเพื่อดูปริมาณไขมันที่มีบริเวณท้อง

การดูดไขมันหน้าท้องนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนที่สามารถดูดไขมันได้ โดยจะแบ่งพื้นที่ตามลักษณะทางกายภาพ คือ หน้าท้องส่วนบนและหน้าท้องส่วนล่าง โดยใช้สะดือเป็นตัวแบ่งเนื่องจาก มนุษย์เราเวลามีการสะสมของไขมันหน้าท้อง จะมีสองส่วนที่ป่องออกมา

 

สาเหตุที่ทำให้มีหน้าท้อง หรือ ท้องป่อง มีหลายสาเหตุดังนี้

1. ไขมันใต้ผิวหนัง มากกว่า ไขมันช่องท้อง (โดยเฉพาะใต้สะดือ) เหมาะกับการดูดไขมัน

หน้าท้องชนิดนี้จะเหมาะในการดูดไขมันมากที่สุด หน้าท้องแบบนี้เหมาะกับการดูดไขมันโดยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 หลังดูดจะได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม โดยผิวหนังด้านนอกยังมีความยืดหยุ่น ไม่ห้อยย้อย ไม่ย่น และกล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง แค่ไขมันใต้ผิวหนังส่วนหน้าท้องเยอะ ซึ่งไม่ต้องมีกระบวนการอย่างอื่นเพิ่มเติมก็ดูสมส่วนได้

2. ไขมันช่องท้อง มากกว่า ไขมันใต้ผิวหนัง

ประเภทนี้มักพบในผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่รับประทานอาหารที่มีไขมันมาก หรือเหล้าเบียร์ ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในช่องท้องมาก (visceral fat) หรือเรียกว่า “โรคอ้วนลงพุง” ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เป็นโรคนี้ไม่ว่าน้ำหนักจะเกินมาตรฐานหรือไม่

เราสามารถวัดได้ว่า “พุงของเรา” เกินมาตรฐานหรือไม่ โดยคำนวณจาก

วัดเส้นรอบหน้าท้อง (cm) < ส่วนสูง (cm)/2

ในกลุ่มนี้ ถึงแม้จะทำการดูดไขมันไปแล้ว ก็มักจะยังดูมีพุงอยู่ เนื่องจากไขมันในช่องท้องปริมาณมากจะยังดันกล้ามเนื้อออกมา วิธีแก้คือต้องอาศัยการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารเพื่อลดไขมันในช่องท้อง ทั้งนี้ ลักษณะอ้วนแบบนี้จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCD) เช่น ความดันสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ

ซึ่งในกลุ่มนี้หากต้องการดูดไขมันก็สามารถทำได้แต่อาจจะไม่เห็นผลเท่าที่ควร และต้องระมัดระวังอาการหลังการทำเนื่องจากโรคที่เป็นอยู่ หรือหากให้เห็นผลชัดเจน ควรลดไขมันในช่องท้องก่อนแล้วจึงค่อยมาดูดไขมันจะทำให้ดูดเฟิร์มมากขึ้น

3. มีหน้าท้องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง หรือไส้เลื่อนร่วมด้วย

คนที่มีหน้าท้องประเภทนี้มักจะเป็นผู้ที่มีอายุมาก หรือเคยตั้งครรภ์มาก่อน ทำให้อาจมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรงหรือในบางคน อาจมีอาการที่เรียกว่า diastasis recti ซึ่งเป็นการแยกห่างหรือฉีกขาดออกจากกันของกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ซึ่งตรวจสอบได้จากการทำท่านอนหงายชันเข่า หายใจออกพร้อมกับทำท่า sit-up โดยยกขึ้นเฉพาะศีรษะแล้วค้างไว้ ใช้นิ้วชี้ไล่ไปตามแนวกึ่งกลางกล้ามเนื้อ ถ้ารอยแยกห่างกันโดยสามารถใช้ทั้งนิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปได้แสดงว่าเกิดภาวะ diastasis recti)

อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์ตรวจประเมินอีกครั้งว่ามีความผิดปกติเหล่านี้หรือไม่ เพราะการผิดปกติแบบนี้การ ดูดไขมันหน้าท้อง ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 100% ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด หรือการออกกำลังกายร่วมด้วย

4. มีผิวหนังที่สูญเสียความยืดหยุ่น หย่อนมาก เหมาะกับการผ่าตัด

คนที่มีไขมันหน้าท้องในลักษณะนี้ การดูดไขมันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 100% เนื่องจากผิวหนังไม่สามารถกระชับตึงกลับเข้ามาได้โดยธรรมชาติ ทำให้หลังดูดอาจมีความหย่อนมากขึ้นกว่าเดิมได้
วิธีรักษาจะใช้หลายวิธีร่วมกันโดย การดูดไขมันร่วมกับการผ่าตัดเย็บผนังหน้าท้อง (Abdominoplasty)

ในรายที่มียังมีความกระชับอยู่บ้างและมีผิวหลังดูดที่ไม่หย่อนมากเกินไป ก็สามารถใช้เครื่อง Bodytite ร่วมกับ Vaser Smooth 2.2 ร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าควรใช้วิธีไหนจึงจะดีที่สุด

ในกรณีสำหรับคนที่ ดูดไขมันหน้าท้อง แล้วไม่เห็นผลหรือไม่พอใจกับผลที่ได้รับ อาจเพราะอาจะเป็นจากหลายสาเหตุ เช่น ไขมันช่องท้องมากกว่าไขมันใต้ผิวหนัง หรือกล้ามเนื้อช่องท้องไม่แข็งแรง ไม่มีการดูแลที่ถูกต้องหลังดูดไขมันไปแล้ว จึงทำให้ท้องยื่นออกมา อาจจะต้องมีกระบวนการรักษาเพิ่มเติม หรือข้อปฏิบัติเพิ่มเติม เพื่อผลการรักษาที่น่าพึ่งพอใจ ผู้ที่ได้รับการรักษาควรพิจารณาและปฏิบัติตามคำแนะนำ การดูแลหลังดูดไขมันอย่างเคร่งครัด หลังจากดูดไขมันหน้าท้องเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ได้แนะนำให้ก่อน ดูดไขมันหน้าท้อง ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำทุกครั้งนะคะ

**หมายเหตุ : ผลการรักษาแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การรักษาอาศัยวิจารณญาณแพทย์เป็นสำคัญ